จากกรณีข่าวฉาวที่กำลังเป็นที่จับตามองในสังคม ทนายแก้ว ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับหญิงสาวรายหนึ่ง (น้องเฟิร์น) โดยยอมรับว่าได้กระทำตัวไม่เหมาะสมจริงเนื่องจากเผลอใจ แต่ยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่หรือบังคับ พร้อมเปิดเผยเบื้องหลังการเจรจาที่ล้มเหลว เนื่องจากทางฝั่งคู่กรณีมีการเรียกค่าเสียหายสูงถึง 10 ล้านบาท และมีการดึงบุคคลที่สามรวมถึงลูกสาวของตนเข้ามาเกี่ยวข้อง

1. ย้อนรอยเหตุการณ์สัมพันธ์เกินเลย ทนายแก้วชี้แจงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 โดยเริ่มจากการไปทานอาหารด้วยกัน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างปกติ มีการถ่ายรูปและพูดคุยฉันมิตร จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นระหว่างเดินทางกลับ ทนายแก้วยอมรับว่าได้กระทำตัว “รุ่มร่าม” จริง มีการหอม กอด และจูบ ซึ่งเกิดจากความขาดสติและคิดน้อย แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีการลวนลามรุนแรงถึงขั้นจับหน้าอกตามที่ถูกกล่าวหาในภายหลัง

ทนายแก้วตั้งข้อสังเกตว่า หากตนทำไม่ดีหรือน้องไม่เต็มใจ น้องสามารถลงจากรถหรือหนีไปได้ตั้งแต่ช่วงที่ตนแวะล้างมือที่ร้านอาหาร แต่เหตุการณ์กลับดำเนินต่อปกติ อีกทั้งหลังจากวันนั้น (12 ก.ย.) ทั้งคู่ยังคงมีการพูดคุยผ่าน LINE เรื่องงานและส่งข้อความหากันด้วยดี ไม่มีการบล็อกหรือต่อว่าด่าทอทันที ทำให้ตนเข้าใจว่าเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย

2. จุดแตกหักและการเข้ามาของผู้ปกครอง เรื่องราวเงียบหายไปจนกระทั่งวันที่ 26 ธันวาคม 2568 หรือกว่า 3 เดือนต่อมา ทางคุณพ่อของฝ่ายหญิงได้รับรู้เรื่องราวจากบุคคลอื่น (เบนซ์ อาปาเช่) ทนายแก้วยอมรับกับคุณพ่อว่าตนทำตัวรุ่มร่ามจริงและขอโทษ แต่ทางคุณพ่อไม่ได้ไปแจ้งความในทันที กลับเลือกที่จะส่งเรื่องราวไปยังบุคคลที่สาม เช่น คุณแจง คุณจตุรงค์ และเบนซ์ อาปาเช่

3. ปมเรียกค่าเสียหาย 10 ล้าน และ “คำขอโทษที่เป็นเงินสด” ทนายแก้วระบุว่า ตนพยายามติดต่อเพื่อขอขมาและเจรจา โดยผ่านทางคุณแจง ซึ่งได้รับคำตอบจากทางฝั่งคุณพ่อว่า “รับคำขอโทษเป็นเงินสด” และตั้งตัวเลขไว้สูงถึง 10 ล้านบาท หากไม่มีเงินจำนวนนี้ไม่ต้องมาคุย ทนายแก้วแจ้งว่าตนไม่มีเงินมากขนาดนั้น จึงขอลดเหลือ 1 ล้านบาท แต่ถูกปฏิเสธ ต่อมาตัวเลขลดลงมาเหลือ 5 ล้านบาท ซึ่งทนายแก้วต่อรองขอจบที่ 2.5 ล้านบาทแบบผ่อนชำระ เพราะตนไม่ไหวจริงๆ

4. สาเหตุที่ยอมจ่ายทั้งที่บอกว่าไม่ได้บังคับ ทนายแก้วเปิดใจว่า สาเหตุที่ยอมเจรจาจ่ายเงินทั้งที่เชื่อว่าตนไม่ได้บังคับขืนใจ เป็นเพราะความ “อาย” และกลัวเสียชื่อเสียง จึงอยากให้เรื่องจบเงียบๆ ตั้งแต่ตอนนั้น นอกจากนี้ยังรู้สึกถูกคุกคามทางจิตใจ (สงครามประสาท) เนื่องจากทางฝั่งคู่กรณีมีการโพสต์ข้อความ และที่สำคัญคือมีการนำรูปลูกสาวของทนายแก้วมาลง พร้อมคำพูดทำนองว่า “ทนายแก้วก็มีลูกสาวเหมือนกัน” ทำให้ตนกังวลเรื่องความปลอดภัยและสภาพจิตใจของลูก

5. ความกดดันจนต้องถอยจากหน้าสื่อ ในช่วงที่มีปัญหา ทนายแก้วยอมรับว่าสภาพจิตใจย่ำแย่ กระวนกระวาย และมีความเปราะบางมาก จึงตัดสินใจเฟดตัวออกจากรายการโหนกระแสเพราะความเกรงใจ และไม่อยากให้กระทบกับรายการ จนกระทั่งเรื่องราวบานปลายกลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อเจรจาไม่ลงตัว

สรุป ทนายแก้วทิ้งท้ายด้วยการยกมือไหว้ขอโทษสังคมและผู้ที่เกี่ยวข้อง

โดยยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียวว่า ตนเป็นฝ่ายเริ่มต้นที่เผลอใจและทำตัวไม่น่ารัก ขอวอนสังคมอย่าไปว่าฝ่ายหญิง ที่ออกมาพูดวันนี้ไม่ได้ต้องการทำร้ายใครแต่อยากชี้แจงความจริงในมุมของตน และขอร้องว่าอย่านำลูกสาวของตนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ส่วนเรื่องกระบวนการทางกฎหมายก็พร้อมยอมรับและเคารพการตัดสินใจของทุกฝ่าย