Site icon I3siam | ข่าวไอที อัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ ข่าวเทคโนโลยี

โปรแกรม DC (Discord) คืออะไร? และทำไมถึงเป็น “ของต้องห้าม” ในการแข่งขัน Esports ระดับอาชีพ

why-discord-banned-esportsในโลกของเกมเมอร์ คำว่า “DC” หรือ “ดิสคอร์ด” (Discord) เป็นชื่อที่คุ้นหูและขาดไม่ได้ แทบทุกปาร์ตี้ที่เล่นเกมด้วยกันจะต้องมีโปรแกรมนี้ติดเครื่องไว้เพื่อใช้สื่อสาร พูดคุย หรือวางแผนการเล่น ด้วยคุณภาพเสียงที่คมชัดและความสะดวกสบาย มันจึงกลายเป็นมาตรฐานของการสื่อสารระหว่างเล่นเกมในระดับทั่วไป

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ การแข่งขันระดับอาชีพ (Professional Esports) หรือทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ โปรแกรมยอดฮิตอย่าง Discord กลับกลายเป็นสิ่งที่ “ห้ามใช้” อย่างเด็ดขาด และผู้จัดงานมักจะบังคับให้นักแข่งใช้โปรแกรมอื่นหรือระบบสื่อสารที่เตรียมไว้ให้เท่านั้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเหตุผลเบื้องหลังกฎเหล็กนี้ว่าทำไมโปรแกรมที่ดีที่สุดสำหรับเกมเมอร์ ถึงไม่ใช่โปรแกรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแข่งขัน

เหตุผลหลักที่โปรแกรม Discord (DC) ถูกห้ามใช้ในการแข่งขัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. ความโปร่งใสและการป้องกันการโกง (Fair Play & Integrity) นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ในการแข่งขันระดับสูง ผู้จัดงานจำเป็นต้อง “ดักฟัง” และบันทึกเสียงการสื่อสารของนักแข่งทุกทีมตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่า:

ไม่มีบุคคลที่ 3 เข้ามาแทรกแซง: ป้องกันไม่ให้โค้ชหรือเพื่อนที่ดูถ่ายทอดสด (Live Stream) คอยบอกตำแหน่งศัตรู หรือแจ้งข้อมูลที่ผู้เล่นในเกมไม่ควรเห็น (Ghosting/Stream Sniping)

การปฏิบัติตามกฎกติกา: บางเกมมีกฎห้ามโค้ชพูดคุยระหว่างการแข่งขัน (ยกเว้นช่วง Tac Pause) การใช้ Discord ส่วนตัวทำให้กรรมการตรวจสอบได้ยากว่าใครกำลังพูดอยู่บ้าง

2. ปัญหาด้านเทคนิคและความเสถียร (Technical Issues & Latency) Discord เป็นโปรแกรมที่ทำงานผ่านระบบ Cloud Server ซึ่งแม้จะดีเยี่ยม แต่ก็ยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้:

ความหน่วง (Latency/Delay): ในการแข่งขันแบบ LAN (Offline) เสี้ยววินาทีมีความหมายมาก การใช้ Discord ซึ่งต้องส่งเสียงขึ้น Server กลางแล้วส่งกลับมา อาจช้ากว่าการใช้ระบบ TeamSpeak แบบ Offline Server ที่ผู้จัดงานตั้งไว้ในวงแลนเดียวกัน ซึ่งให้เสียงที่ไวกว่า (Zero Latency)

การควบคุมเสียงรบกวน: ในงานแข่งที่มีเสียงคนดูดังกระหึ่ม นักแข่งจะต้องใส่หูฟังแบบกันเสียง (Noise Cancelling) ซ้อนทับกัน ระบบเสียงที่ผู้จัดเตรียมไว้ (เช่น TeamSpeak) จะถูกปรับจูนมาเฉพาะกิจเพื่อตัดเสียงรบกวนภายนอกและเร่งเสียงพูดให้ชัดเจนที่สุด ซึ่ง Discord อาจทำได้ไม่ดีเท่าในสภาพแวดล้อมนั้น

3. การผลิตสื่อและการถ่ายทอดสด (Broadcasting & Mic Check) แฟนๆ Esports มักจะชอบช่วง “Mic Check” หรือการนำเสียงสั่งการของนักแข่งมาเปิดให้ฟังในไฮไลท์ การที่ผู้จัดงานบังคับใช้โปรแกรมเดียวที่พวกเขามีสิทธิ์ควบคุม (Admin Control) ทำให้ทีมงานถ่ายทอดสดสามารถดึงสัญญาณเสียงของนักแข่งไปออกอากาศ หรือนำไปทำ Content ได้ทันที หากใช้ Discord ส่วนตัว การดึงข้อมูลเหล่านี้จะทำได้ยากและวุ่นวายมาก

สรุป

โปรแกรม DC หรือ Discord คือเครื่องมือสื่อสารที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นเกมทั่วไปและการสร้างคอมมูนิตี้ แต่ในบริบทของ การแข่งขัน Esports ความอิสระและความเป็นส่วนตัวของ Discord กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่อาจเปิดช่องโหว่ในการโกงและตรวจสอบไม่ได้

ดังนั้น เพื่อความยุติธรรมสูงสุด ความเสถียรของสัญญาณ และการควบคุมกติกา ผู้จัดงานจึงเลือกที่จะแบน Discord และหันไปใช้โปรแกรมอย่าง TeamSpeak หรือระบบ Voice Chat ภายในงาน (Local Server) ที่กรรมการสามารถควบคุมและตรวจสอบได้ 100% แทน เพื่อให้ผลแพ้ชนะวัดกันที่ฝีมือของผู้เล่นอย่างแท้จริง

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: ในการแข่งขันส่วนใหญ่ โปรแกรมที่นิยมใช้ทดแทน Discord คือ TeamSpeak 3 เนื่องจากกินทรัพยากรเครื่องน้อย และสามารถตั้ง Server แบบ Offline (LAN) ได้ ทำให้ไม่มีดีเลยเสียงแม้แต่นิดเดียวครับ

Exit mobile version