โปรแกรมคำนวณเงินกู้ (ลดต้นลดดอก)

คำนวณค่างวดสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อ SME ได้อย่างแม่นยำ พร้อมตารางแจกแจงยอดชำระรายเดือน

กรอกข้อมูลสินเชื่อ

THB
%

* กรอกอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)

กรอกข้อมูลทางด้านซ้ายเพื่อเริ่มคำนวณ

เจาะลึกสินเชื่อฉบับสมบูรณ์ 2025: คู่มือคำนวณเงินกู้ การวางแผนหนี้ และเทคนิคกู้ให้ผ่าน

ในโลกการเงินปัจจุบัน "ความรู้" คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้หลักแสนหรือหลักล้านบาท ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ฝันอยากมีบ้านหลังแรก เจ้าของกิจการที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน หรือใครก็ตามที่กำลังแบกรับภาระหนี้สิน บทความนี้ i3Siam Tools ได้รวบรวมทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการขอสินเชื่อ การคำนวณดอกเบี้ย และกลยุทธ์การบริหารจัดการหนี้สินไว้อย่างครบถ้วนที่สุด

1. ความแตกต่างของ "ดอกเบี้ย" ที่ต้องรู้ก่อนเซ็นสัญญา

หลายคนตกม้าตายตั้งแต่ก้าวแรกเพราะไม่เข้าใจว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยอย่างไร คำว่า "ดอกเบี้ยถูก" ของแต่ละธนาคารอาจมีความหมายไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของวิธีการคำนวณ:

1.1 ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (Effective Rate)

นี่คือระบบที่เป็นธรรมกับผู้กู้มากที่สุด และเป็นระบบที่ใช้ในโปรแกรมคำนวณหน้านี้ โดยจะคำนวณดอกเบี้ยจาก "เงินต้นคงเหลือจริง" ในแต่ละวัน

1.2 ดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate)

ระบบนี้มักจะทำให้ผู้กู้สับสน เพราะตัวเลขเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยจะดูต่ำมาก (เช่น 2.5% หรือ 3%) แต่ในความเป็นจริง มันแพงกว่าที่คิด

💡 เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญ:

หากคุณต้องการแปลงดอกเบี้ย Flat Rate เป็น Effective Rate เพื่อเปรียบเทียบ ให้ใช้สูตรคูณด้วย 1.8 (โดยประมาณ) เช่น ดอกเบี้ยรถยนต์ 3% (Flat Rate) จะเทียบเท่ากับดอกเบี้ยบ้านประมาณ 5.4% (Effective Rate) ดังนั้นอย่าเพิ่งดีใจว่าดอกเบี้ยรถถูกกว่าบ้าน!

2. ถอดรหัสตัวย่อธนาคาร: MRR, MLR, MOR คืออะไร?

เมื่อคุณดูกระดานอัตราดอกเบี้ย หรืออ่านสัญญาเงินกู้ คุณจะเจอกับตัวย่อเหล่านี้ ซึ่งเป็น อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ที่เปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพเศรษฐกิจ

ตัวย่อ ชื่อเต็ม (ภาษาไทย) เหมาะสำหรับใคร?
MRR Minimum Retail Rate (อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี) สินเชื่อบ้าน, สินเชื่อส่วนบุคคล (คนทั่วไปเจอบ่อยที่สุด)
MLR Minimum Loan Rate (อัตราดอกเบี้ยลูกค้าองค์กรชั้นดี) ธุรกิจระยะยาว, SME ขนาดใหญ่ (ดอกเบี้ยมักจะถูกกว่า MRR)
MOR Minimum Overdraft Rate (อัตราดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชี) ธุรกิจที่ใช้สินเชื่อ OD, เงินหมุนเวียนระยะสั้น

ทำไมต้องสนใจ? สมมติสัญญาบอกว่าดอกเบี้ยปีที่ 4 คือ MRR - 2.00% ถ้าปัจจุบัน MRR คือ 7.00% แปลว่าคุณจ่ายดอกเบี้ย 5.00% แต่ถ้าปีหน้าเศรษฐกิจเปลี่ยน ธนาคารประกาศขึ้น MRR เป็น 8.00% ดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายจะกระโดดขึ้นเป็น 6.00% ทันที ส่งผลให้ค่างวดเดิมที่คุณจ่ายไปตัดเงินต้นได้น้อยลงนั่นเอง

3. กู้เท่าไหร่ถึงจะผ่อนไหว? (รู้จักกับ DTI Ratio)

คำถามยอดฮิตคือ "เงินเดือนเท่านี้ กู้ได้เท่าไหร่?" ธนาคารไม่ได้ดูแค่รายได้ แต่ดู "ความสามารถในการชำระหนี้" หรือ DTI (Debt to Income Ratio)

โดยปกติ ธนาคารจะกำหนดให้ภาระหนี้สินรวมทั้งหมด (หนี้ใหม่ + หนี้เก่า) ไม่เกิน 40% - 60% ของรายได้สุทธิ

ตัวอย่างการคำนวณ:
  • เงินเดือน: 30,000 บาท
  • ภาระหนี้เดิม (ผ่อนรถ+บัตรเครดิต): 5,000 บาท
  • ธนาคารให้ DTI สูงสุด 50%: แปลว่ามีภาระหนี้รวมได้สูงสุด 15,000 บาท
  • ความสามารถในการผ่อนบ้านงวดใหม่: 15,000 - 5,000 = 10,000 บาท/เดือน

จากยอดผ่อน 10,000 บาท หากนำไปคำนวณกลับ (Reverse Calculation) ด้วยระยะเวลา 30 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย 4-5% คุณจะสามารถกู้ซื้อบ้านได้ในราคาประมาณ 1.8 - 2.0 ล้านบาท เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่มีภาระหนี้รถยนต์อยู่ จึงกู้บ้านผ่านยากกว่าคนไม่มีหนี้

4. ค่าใช้จ่ายแฝงที่คุณต้องเตรียมใจ (Hidden Costs)

อย่าเตรียมเงินไว้แค่ค่าดาวน์บ้าน เพราะวันโอนกรรมสิทธิ์และวันทำสัญญา มีค่าใช้จ่ายที่คุณต้องควักกระเป๋าเองอีกเพียบ:

  1. ค่าประเมินหลักทรัพย์: 2,000 - 5,000 บาท (บางธนาคารฟรีถ้ากู้ผ่าน)
  2. ค่าจดจำนอง: 1% ของวงเงินกู้ (จ่ายให้กรมที่ดิน)
  3. ค่าโอนกรรมสิทธิ์: 2% ของราคาประเมิน (ปกติผู้ซื้อ-ผู้ขายแบ่งกันคนละครึ่ง แต่ต้องคุยให้เคลียร์)
  4. ค่าประกันอัคคีภัย: กฎหมายบังคับทำ มักเรียกเก็บทีเดียว 3 ปี (หลักพันถึงหมื่นบาท)
  5. ค่าประกันวงเงินสินเชื่อ (MRTA): *ตัวนี้สำคัญมาก* เป็นประกันชีวิตคุ้มครองวงเงิน หากผู้กู้เป็นอะไรไป บริษัทประกันจะปิดหนี้บ้านให้
    - ธนาคารมักเสนอให้ทำเพื่อแลกกับดอกเบี้ยที่ถูกลง
    - กฎหมายห้ามบังคับทำ (เป็นความสมัครใจ) แต่การทำไว้อาจคุ้มค่ากว่าหากมองในมุมความเสี่ยง

5. กลยุทธ์จัดการหนี้: Snowball vs Avalanche

สำหรับคนที่มีหนี้หลายก้อน (บัตรเครดิต, สินเชื่อส่วนบุคคล, รถยนต์) การจะปลดหนี้ให้เร็วต้องมีแผน ซึ่งมี 2 ทฤษฎีระดับโลก:

Snowball Method (ลูกบอลหิมะ)

เน้น "กำลังใจ"

  • จ่ายขั้นต่ำทุกใบ
  • เงินที่เหลือทุ่มจ่ายหนี้ก้อนที่ ยอดเงินต้นน้อยที่สุด ก่อน
  • เมื่อปิดได้ 1 ใบ จะมีกำลังใจมหาศาล แล้วนำเงินที่เคยจ่ายใบนั้นไปทบจ่ายใบถัดไป

Avalanche Method (หิมะถล่ม)

เน้น "ความคุ้มค่า"

  • จ่ายขั้นต่ำทุกใบ
  • เงินที่เหลือทุ่มจ่ายหนี้ก้อนที่ ดอกเบี้ยแพงที่สุด ก่อน (เช่น บัตรกดเงินสด 25% หรือหนี้นอกระบบ)
  • วิธีนี้จะประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยรวมได้มากที่สุดในทางคณิตศาสตร์

6. Refinance (รีไฟแนนซ์) vs Retention (รีเทนชั่น) เอาไงดีเมื่อครบ 3 ปี?

เมื่อผ่อนบ้านครบ 3 ปี โปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำจะหมดลง ดอกเบี้ยจะลอยตัวสูงขึ้น (เช่น จาก 2.9% กลายเป็น 5-6%) นี่คือเวลาทองที่คุณต้องขยับตัว:

Refinance (ย้ายค่าย)

คือการกู้เงินจากธนาคารใหม่ มาปิดหนี้ธนาคารเดิม เพื่อรับโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำอีกครั้ง

Retention (อยู่ที่เดิม)

คือการเดินเข้าไปขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม

บทสรุปส่งท้าย

การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเรามีความเข้าใจและวางแผนอย่างถูกต้อง เครื่องมือ "โปรแกรมคำนวณเงินกู้" ของ i3Siam นี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คุณมองเห็นอนาคตทางการเงินของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น

อย่าลืมว่าตัวเลขในโปรแกรมเป็นเพียงการคำนวณเบื้องต้น ในสถานการณ์จริง คุณอาจต้องเผชิญกับดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ดังนั้นการมี "เงินสำรองฉุกเฉิน" (Emergency Fund) อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการผ่อนชำระหนี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการบริหารการเงินและปลดหนี้ได้ตามเป้าหมายครับ!